วัตถุประสงค์

บล็อกนี้จัดทำเพื่อใช้ในการแลกเปลี่ยนสารสนเทศ เกี่ยวกับเทคโนโลยี

วันพฤหัสบดีที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2555

ว้าว!!! แฟลชไดรฟ์ 32GB "เล็กจิ๋ว-กันน้ำ


คุณผู้อ่านยังจำ Pico Drive "แฟลชไดรฟ์จิ๋ว"ที่สามารถกันน้ำได้ไหมครับ ซึ่งเราได้เคยนำมาโชว์ในงาน Commart แล้วด้วย ทั้งนี้นอกจากคุณสมบัติดังกล่าวข้างต้นแล้ว แฟลชไดรฟ์รุ่นนี้ยังมีความจุสูงอีกต่างหาก โดยรุ่นแรกที่ออกมาจะมีความจุ 8GB ตามมาติดๆ ด้วยรุ่น 16GB ล่าสุดทางบริษัทได้ออกรุ่นความจุ 32GB ในขณะที่ขนาดของมันยังคงเท่าเดิม

Pico Drive 32GB แฟลชไดรฟ์ยูเอสบีขนาดเล็กที่สุดในโลกที่มีความจุสูงขนาดนี้ โดยมีความยาวแค่ 31.3 มม. กว้าง 12.4 มม. และหนา 3.4 มม. เท่านั้น ซึ่งเมื่อเสียบเข้ากับพอร์ตยูเอสบี ส่วนที่ยื่นออกมาแค่ 1.5 ซม. เท่านั้น ตัวถังเคลือบด้วยเงิน (กันไฟฟ้าสถิตย์ หรือกระแสไฟฟ้าเล็กๆ ที่อาจะส่งผลอันตรายกับข้อมูลที่บันทึกอยู่ภายใน) และเช่นเคยที่มันยังคงสามารถกันน้ำได้


แฟลชไดรฟ์ 32GB
ว้าว!!! แฟลชไดรฟ์ 32GB "เล็กจิ๋ว-กันน้ำ"



คลิปข้างล่างนี้เป็นการพิสูจน์คุณสมบัติกันน้ำของแฟลชไดรฟ์รุ่น 8GB สนนราคาของ Pico Drive 32GB อยู่ที่ 139.99 เหรียญฯ หรือประมาณ 5,000 บาท


 

YikeBike จักรยานไฟฟ้า"พับได้"ใช้ดี





                   ก่อนหน้านี้ ทางเว็บไซต์ arip ได้เคยแนะนำนวตกรรมยานพาหนะ"ล้อเดียว"ทีสามารถทรงตัวได้เองชื่อว่า Enicycle หรือจะเป็นจักรยานไฮบริดที่เลือกว่าจะปั่นเอง หรือให้มอเตอร์ไฟฟ้าปั่นให้ รวมถึงจักรยานพับได้ในรูปแบบต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวก ในการพกพา หรือจัดเก็บ ล่าสุดมีนวตกรรมแนวๆ นี้โผล่ออกมาอีกแล้ว โดยตัวนี้มีชื่อว่า YikeBike

                  YikeBike เป็นจักรยานไฟฟ้าที่มีดีไซน์ไม่เหมือนใคร แถมยัง"พับได้" เพื่อสะดวกต่อการนำติดตัวไปใช้งานเมื่อยามจำเป็นได้อีกด้วย YikeBike จะมีสองล้อไม่เท่ากัน โดยที่นั่งของผู้ขับจะอยู่บนล้อใหญ่ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้ากำลัง 1.2 กิโลวัตต์ ด้านข้างจะเป็นแฮนด์บังคับ ตัวถังทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ทีมีคุณสมบัติเบาและแข็งแรง และออกแบบให้สามารถพับเล็กลงจนเหลือขนาดเพียง 6 x 23.6 x 23.6 นิ้ว (23.6 นิ้ว จะเป็นความยาวของเส้นผ่าศูนย์กลางของล้อใหญ่) และมีน้ำหนักเพียง 22 ปอนด์ (10 กิโลกรัม) ซี่งได้เร็วสุด 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สามารถชาร์จแบตเตอรี่ให้ได้ 80% ภายในเวลา 20 นาที โดยเจ้าของ YikeBike จะใช้เวลาในการพับเก็บแค่ 15 วินาทีเท่านั้น...ว้าว!!!



            ไม่น่าเชื่อว่า YikeBike จะควบคุมการทำงานด้วยวงจรอิเล็กทรอนิกส์จริงๆ โดยเฉพาะระบบป้องกันการล็อคไม่ให้เกิดการลื่นไถล อีกประเด็นหนึ่งก็คือ ดีไซน์ของ YikeBike ทำให้นึกถึงต้นแบบจักรยานสองล้อในอดีตที่"ล้อหน้าใหญ่-ล้อหลังเล็ก" แต่การออกแบบในสมัยนั้นล้อหน้าจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 3 ฟุตเลยทีเดียว ซึ่งก็ไม่น่าเชื่ออีกเหมือนกันว่า มันจะใช้ขี่ได้จริง กลับมาที่ YikeBike กันดีกว่า ปัจจุบันเจ้าจักรยานไฟฟ้าพับได้คันนี้ยังคงเป็นคอนเซปต์ เนื่องจากยังหาผู้รับผลิตเป็นสินค้าไม่ได้ แต่หากมีการผลิตจริง สนนราคาเบื้องต้นจะตกอยู่ที่ประมาณ 3,000 ปอนด์ (ประมาณ 170,000 บาท) คาดว่า มันน่าจะไปโผล่ในงาน CES 2010 ช่วงต้นปีหน้า



วันพฤหัสบดีที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2555

“เอซุส” เปิดตัวเร้าท์เตอร์ RT-AC66U AiCloud Dual-Band ที่สุดแห่งการใช้งาน ด้านเครือข่ายคลาวด์ ด้วยมาตรฐานใหม่ล่าสุด WiFi 802.11ac

“เอซุส” ผู้นำด้านเทคโนโลยีแห่งยุคดิจิตอล เปิดตัวเร้าท์เตอร์รุ่นใหม่ล่าสุด “ASUS RT-AC66U” ที่สามารถทำงานได้เร็วกว่าเร้าท์เตอร์ที่ใช้มาตรฐาน 802.11n ถึง 3 เท่า ใช้ระบบคลื่นความถี่ Dual-band Gigabit wireless ที่มาพร้อมเทคโนโลยี Wi-Fi มาตรฐาน 802.11ac แบบ 5G หรือ 5G Wi-Fi ช่วยให้การส่งข้อมูลผ่านช่วงคลื่น 2.4GHz ร่วมกับ 5GHz มีความเร็วสูงถึง 1.75 Gbps โดยเร้าท์เตอร์รุ่นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับแอพพลิเคชั่นออนไลน์ เคียงคู่กับฟีเจอร์การปล่อยสัญญาณ Ai Radar เทคโนโลยีการรับส่งข้อมูลแบบใหม่ และการตั้งค่าด้วยโปรแกรม ASUSWRT ที่ง่ายต่อผู้ใช้ รองรับ Multiple SSIDs รวมไปถึงรองรับ IPv6 สำหรับการใช้งานเครือข่ายในอนาคต ด้วยความสามารถที่รองรับการใช้งาน USB ทำให้เร้าท์เตอร์ RT-AC66U สามารถส่งข้อมูลได้ทั้งแบบ 3G, FTP, DLNA, และยังเป็นเซิร์ฟเวอร์พริ้นเตอร์ได้อีกด้วย
เร้าท์เตอร์รุ่น RT- AC66U นี้เป็นผลิตภัณฑ์เรือธงของกลุ่มเน็ตเวิร์คโซลูชั่นของเอซุส เพราะเน้นการใช้งานเครือข่าย Cloud-based-storage ด้วยฟีเจอร์ “AiCloud” อันเป็นส่วนสำคัญในการให้บริการ ASUS Open Cloud Computing (AOCC) ของเอซุส ซึ่งมีเป้าหมายในการเปลี่ยนวิธีให้ผู้ใช้งานสามารถเชื่อมต่อบริการกลุ่มเมฆหรือคลาวด์เซอร์วิซ โดยมีเร้าท์เตอร์ RT- AC66U ทำหน้าที่เป็นประตูเพื่อขยายขอบเขตการใช้งานภายใต้คอนเซ็ปของบริการกลุ่มเมฆส่วนตัว (Personal cloud service) เป็นเจ้าแรกของโลก ที่เหนือกว่าเครือข่ายการใช้งานภายในบ้านทั่วไป ด้วยฟีเจอร์ AiCloud จากเอซุส ทำให้การเชื่อมต่อข้อมูลส่วนตัวและไฟล์ข้อมูลอื่นๆ ภายในเครือข่ายในบ้านด้วยเร้าท์เตอร์ RT- AC66U มีความปลอดภัยมากขึ้น ช่วยให้สามารถใช้บริการเครือข่ายคลาวด์ได้ทุกที่ โดยผ่านการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตอย่างราบรื่น สามารถใช้งานฟีเจอร์

นี้ได้ในเร้าท์เตอร์รุ่น RT-N66U และ RT-N16
นอกจากนี้ยังมีการเปิดตัวไคลเอ้นท์ PCE-AC66 และ USB-AC53 สำหรับเอ็นด์ยูสเซอร์ ซึ่งทั้งคู่รองรับความเร็วตามมาตรฐาน 802.11ac ด้วยระบบคลื่นความถี่ dual-band จาก PCE-AC66 จึงสามารถให้บริการได้ด้วยติดตั้งการ์ดไคลเอ้นท์ mCIe สำหรับเครื่องเดสก์ท็อป ซึ่งมาพร้อมกับตัวส่งสัญญาณทรงพลังแบบ Three-Stream (3 x 3) ทำให้ส่งข้อมูลด้วยความเร็วถึง 1.3Gbps ในคลื่นความถี่ 5GHz และ 450Mbps ในคลื่นความถี่ 2.4GHz สำหรับการอัพเกรดเป็นมาตรฐาน 802.11ac ด้วย USB-AC53 ให้เสียบเข้ากับพอร์ท USB ซึ่งจะทำการส่งสัญญาณด้วย Dual-Stream (2 x 2) ตามมาตรฐาน 802.11ac ในคลื่นความถี่ 5GHz จะสามารถส่งข้อมูลได้ที่ความเร็ว 867Mbps ส่วนในคลื่นความถี่ 2.4GHz จะส่งได้เร็ว 300Mbps ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วจะสามารถส่งข้อมูลได้เร็วถึง 1.3Gbps
พบกับเร้าท์เตอร์ ASUS RT- AC66U วันนี้ ได้ที่ร้านตัวแทนจำหน่ายเอซุสทั่วประเทศ ดูข้อมูลผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ที่ www.asus.co.th หรือพูดคุยผ่านทาง www.facebook.com/ASUS.DIY
เกี่ยวกับเอซุส
เอซุส ผู้ผลิตมาเธอร์บอร์ดที่มียอดขายและได้รับรางวัลมากที่สุดในโลก และเป็นหนึ่งในสามสุดยอดผู้นำจำหน่ายโน้ตบุ๊กระดับโลก ซึ่งเป็นองค์กรผู้นำในยุคดิจิตอลใหม่ เอซุสออกแบบและผลิตสินค้าที่ตอบสนองความต้องการของครัวเรือน สำนักงาน และบุคคลทั่วไปในยุคดิจิตอลได้อย่างลงตัวด้วยสายผลิตภัณฑ์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นมาเธอร์บอร์ด กราฟิกการ์ด ออฟติคอลไดรฟ์จอภาพ คอมพิวเตอร์เดสก์ท็อป อีบ๊อกซ์ ออลอินวันพีซี โน้ตบุ๊ก เน็ตบุ๊ก แท็บเล็ต เซิร์ฟเวอร์ โซลูชั่นมัลติมีเดียและโซลูชั่นไร้สาย อุปกรณ์เครือข่ายและโทรศัพท์มือถือ ด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนานวัตกรรมและคุณภาพ ทำให้เอซุสคว้ารางวัลถึง 3,886 รางวัลในปี 2011 และได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ด้วย Eee PCTM เอซุสมีพนักงานทั่วโลกกว่า 11,000 คน พร้อมทีมวิจัยและพัฒนาระดับโลกอันประกอบด้วยวิศวกรจำนวน 3,100 คน และเอซุสมี ผลประกอบการในปี 2011 ถึงกว่า 11,900 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

   

"ไอซีที" เปิดศูนย์บริการคนพิการ

ไอซีที เปิดศูนย์บริการคอมพ์ - สมาร์ทโฟนผู้พิการ เริ่มส่วนกลาง ก่อนขยายภูมิภาค ใช้งบปีแรกจัดซื้ออุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ - ซอฟต์แวร์กว่า 23 ล้านบาท
ไอซีที เปิดศูนย์บริการคอมพ์ - สมาร์ทโฟนผู้พิการ เริ่มส่วนกลาง ก่อนขยายภูมิภาค ใช้งบปีแรกจัดซื้ออุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ - ซอฟต์แวร์กว่า 23 ล้านบาท รอคลอดหลักเกณฑ์การยืม ก.ย.นี้ หวังลดช่องว่างดิจิทัลผู้พิการ เพิ่มคุณภาพการเข้าถึงไอซีที
 
นายณัฐพงศ์ ศีตวรรัตน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่า กระทรวงได้จัดตั้งศูนย์ให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก สำหรับคนพิการ ซึ่งให้บริการแห่งแรกที่ส่วนกลาง ณ กระทรวงไอซีทีชั้น 7 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร บี) หลักสี่ เปิดให้บริการเวลาราชการ
 
การจัดตั้งศูนย์แห่งนี้ เป็นไปตามกฎกระทรวงฯ มาตรา 20 (6) แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 ที่ระบุให้กระทรวงไอซีที ต้องให้ หรือให้ยืมอุปกรณ์ไอซีที หรือเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกเพี่อการสื่อสารแก่คนพิการ ซึ่งปีนี้ได้รับงบประมาณ 23.75 ล้านบาทดำเนินการจัดซื้ออุปกรณ์ต่างๆ ทั้งฮาร์ดแวร์ เช่น พีซี โน้ตบุ๊ค สมาร์ทโฟน กล้องวิดีโอ และซอฟต์แวร์เพื่อผู้พิการ ได้แก่ โปรแกรมสังเคราะห์เสียง เครื่องพิมพ์อักษรเบรลล์ อุปกรณ์แสดงผลอักษรเบรลล์ เอ็มเอสเอ็น แคมฟรอก เป็นต้น สำหรับผู้พิการทางตา ทางหู ส่วนผู้พิการอื่นๆ ที่ใช้ระบบปกติได้จะไม่ต้องมีอุปกรณ์เพิ่มเติม
 
ศูนย์บริการนี้ ให้บริการทั้งการให้ การให้ยืม อุปกรณ์ เครื่องมือ และโปรแกรมที่ใช้กับคนพิการ รวมทั้งเป็นศูนย์กลางประสานงานระหว่างส่วนกลางและส่วนภูมิภาค รวมถึงมีห้องฝึกอบรมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารให้คนพิการ ผู้ปกครอง ผู้พิทักษ์ ผู้อนุบาล ผู้ดูแล และผู้ช่วยคนพิการ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการส่งเสริมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร อันจะส่งผลให้คนพิการมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ลดช่องว่างดิจิทัลคนพิการ พร้อมทั้งทำหน้าที่เป็นศูนย์สาธิตการใช้งานอุปกรณ์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่คนพิการทุกประเภท
 
"ขณะนี้ ให้ผู้พิการมาแสดงความจำนงใช้งานไว้ก่อน แต่รายละเอียดจะให้ยืมนานเท่าไร จัดลำดับก่อนหลังอย่างไร ต้องรอคณะอนุกรรมการจัดทำหลักเกณฑ์รายละเอียดการยืมที่ประกอบด้วยตัวแทนทั้งสภาคนพิการ หน่วยงานของรัฐต่างๆ เสร็จก่อน คาดว่าจะเปิดให้ยืมได้จริงเดือน ก.ย. นี้"
 
ส่วนศูนย์ต่างจังหวัดจะเปิดเป็นลำดับไป แต่คนพิการจังหวัดต่างๆ สามารถแสดงความจำนงใช้งานได้ที่สำนักงานพัฒนาสังคมจังหวัด และสำนักงานสถิติจังหวัด 
 
ทั้งนี้ ปัจจุบันข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาคณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ ระบุว่า ประเทศไทยมีคนพิการ 1.2 ล้านคน ผู้จะใช้บริการของศูนย์ต้องนำบัตรประจำตัวผู้พิการไปยื่นขอใช้สิทธิ์ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร 0-2141-7038



เปิดตัว Samsung Omnia M มือถือวินโดว์โฟน 7.5 ตัวใหม่จาก Samsung

Samsung เปิดตัว Samsung Omnia M สมาร์ทโฟนตัวใหม่ที่ทำงานบนระบบปฏิบัติการ Windows Phone 7.5 Refresh

Samsung เปิดตัว Samsung Omnia M สมาร์ทโฟนตัวใหม่ที่ทำงานบนระบบปฏิบัติการ Windows Phone 7.5 Refresh โทรศัพท์รุ่นนี้มีรูปแบบคล้ายคลึงกับ Samsung Omnia W แต่มาในสเปคที่ลดลงและมีราคาถูกกว่า

Samsung Omnia M มาพร้อมหน้าจอ Super AMOLED WVGA ขนาด 4 นิ้ว CPU single-core ความเร็ว 1GHz RAM 384MB พื้นที่เก็บข้อมูลในเครื่อง 4GB กล้อง 5ล้านพิกเซล รองรับบันทึกวิดีโอ 720p และกล้องหน้าแบบ VGA รองรับวิดีโอคอลล์ รองรับการชื่อมต่อ 3G 7.2 Mbps HSDPA, Wi-Fi, GPS และ Bluetooth

Samsung Omnia M จะเริ่มวางจำหน่ายในยุโรปก่อนจะถูกส่งไปทั่วโลก โดยยังไม่มีการเปิดเผยถึงวันเวลาในการเริ่มวางจำหน่าย และคาดว่า Samsung Omnia M จะถูกวางจำหน่ายในสนนราคาที่น้อยกว่า €220 (8,900 บาท) ซึ่งเป็นราคาวางจำหน่ายของ Samsung Omnia W

วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ไมโครซอฟท์เปิดตัว Windows 8 วันที่ 26 ตุลาคมนี้


หลังจากที่ Microsoft เปิดให้ทดลอง Windows 8 Consumer Preview สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป และ Windows 8 Developer Preview ออกมาเมื่อปลายปีที่แล้ว ล่าสุดได้มีรายงานจากเว็บบล็อคของไมโครซอฟท์ ว่า สตีเวน ไซนอฟสกี ได้เตรียมเปิดตัวระบบปฏิบัติการตัวล่าสุดของ วินโดวส์ 8 จะเริ่มปล่อยให้ผู้ใช้อัพเกรดวันที่ 26 ตุลาคม 2012 โดยเจ้าตัว Microsoft Windows 8 จะแยกออกเป็นสองส่วนด้วยกันคือ
- การอัพเกรดจากการใช้ระบบปฏิบัติการเดิมของไมโครซอฟท์ เดิมของ Microsoft ได้แก่ Windows 7, Windows Vista และ Windows XP สำหรับค่าอัพเกรดนั้นจะอยู่ที่ ราคา $39.99 หรือประมาณ 1,300 บาทไทย
- การติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 8 ลงบนคอมพิวเตอร์ เครื่องใหม่ สำหรับราคาของตัวนี้จะมาพร้อมแผ่น DVD Windows 8 ในราคา $69.99 หรือประมาณ 2,200 บาทไทย
นับว่าทาง Microsoft ลดราคาเจ้าตัว Windows 8 ลงมาอย่างมากเมื่อเทียบกับระบบปฏิบัติการที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น XP,Vista,7 ราคาค่อนข้างสูง ทำให้ผู้ใช้หลายคนหันไปมองของละเมิดลิขสิทธ์

วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ

Computer n screen.svg
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ
ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology)
ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศหมายถึง อุปกรณ์หรือเครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับการรวบรวมประมวล เก็บรักษา และเผยแพร่ข้อมูลและสารสนเทศโดยรวมทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ฐานข้อมูล และการสื่อสาร โทรคมนาคม
 ความหมายของข้อมูลและสารสนเทศ                ระบบสารสนเทศสร้างขึ้นมาเพื่อจุดมุ่งหมายหลายประการจุดมุ่งหมายพื้นฐานประการหนึ่ง คือ การประมวลข้อมูล (Data) ให้เป็นสารสนเทศ  (Information) และนำไปสู่ความรู้ (Knowledge) ที่ช่วยแก้ปัญหาในการดำเนินงาน
ความหมายของข้อมูล                ข้อมูล คือ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ หรือข้อมูลดิบที่ยังไม่ผ่านการประมวลผล ยังไม่มีความหมายในการนำไปใช้งาน ข้อมูลอาจเป็นตัวเลข ตัวอักษร สัญลักษณ์ รูปภาพ เสียง หรือภาพเคลื่อนไหว
ความหมายของสารสนเทศสารสนเทศ คือ ข้อมูลที่ได้ผ่านการประมวลผลหรือจัดระบบแล้ว เพื่อให้มีความหมายและคุณค่าสำหรับผู้ใช้
ลักษณะสารสนเทศที่ดีเนื้อหา (Content)
*    ความสมบูรณ์ครอบคลุม (completeness)
*    ความสัมพันธ์กับเรื่อง (relevance)
*    ความถูกต้อง (accuracy)
*    ความเชื่อถือได้ (reliability)
*    การตรวจสอบได้ (verifiability)
 รูปแบบ (Format)
*    ชัดเจน (clarity)
*    ระดับรายละเอียด (level of detail)
*    รูปแบบการนำเสนอ (presentation)
*    สื่อการนำเสนอ (media)
*    ความยืดหยุ่น (flexibility)
*    ประหยัด (economy)
เวลา (Time)
*    ความรวดเร็วและทันใช้ (timely)
*    การปรับปรุงให้ทันสมัย (up-to-date)
*    มีระยะเวลา (time period)
กระบวนการ (Process)
*    ความสามารถในการเข้าถึง (accessibility)
*    การมีส่วนร่วม (participation)
*    การเชื่อมโยง (connectivity)
ความหมายของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (Management Information System)
ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ คือ ระบบที่รวบรวม ประมวล เก็บรักษา และเผยแพร่สารสนเทศ เพื่อใช้ในหารวางแผน การพัฒนาตัดสินใจ ประสานงาน และควบคุมการดำเนินงาน
องค์ประกอบระบบสารสนเทศที่ใช้คอมพิวเตอร์                ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการที่ใช้คอมพิวเตอร์ (Computer-based information systems CBIS) มีองค์ประกอบที่สำคัญ 5 ส่วนคือ ฮาร์ดแวร์ (hardware) ซอฟต์แวร์ (software) ฐานข้อมูล (database) เครือข่าย (network) กระบวนการ (procedure) และคน (people)
ฮาร์ดแวร์ (Hardware) ได้แก่ อุปกรณ์ที่ช่วยในการป้อนข้อมูล ประมวลจัดเก็บ และผลิต      เอาท์พุทออกมาในระบบสารสนเทศ
ซอฟต์แวร์ (Software) ได้แก่ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ช่วยให้ฮาร์ดแวร์ทำงาน
ฐานข้อมูล (Database) คือ การจัดระบบของแฟ้มข้อมูล ซึ่งเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกัน
เครือข่าย (Network) คือ การเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกันเพื่อช่วยให้มีการใช้ทรัพยากรร่วมกัน และช่วยการติดต่อสื่อสาร
กระบวนการ (Procedure) ได้แก่ นโยบาย กลยุทธ์ วิธีการ และกฎระเบียบต่างๆ ในการใช้ระบบสารสนเทศ
คน (People)  เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในระบบสารสนเทศ ซึ่งได้แก่ บุคคลที่เกี่ยวข้องในระบบสารสนเทศ เช่น ผู้ออกแบบ ผู้พัฒนาระบบ ผู้ดูแลระบบ และผู้ใช้ระบบ
ประโยชน์ของระบบสารสนเทศประสิทธิภาพ (Efficiency)
* ระบบสารสนเทศทำให้การปฏิบัติงานมีความรวดเร็วมากขึ้น โดยใช้กระบวนการประมวลผลข้อมูลซึ่งจะทำให้สามารถเก็บรวบรวม ประมวลผลและปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัยได้อย่างรวดเร็วระบบสารสนเทศช่วยในการจัดเก็บข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ หรือมีปริมาณมากและช่วยทำให้การเข้าถึงข้อมูล (access) เหล่านั้นมีความรวดเร็วด้วย
* ช่วยลดต้นทุน การที่ระบบสารสนเทศช่วยทำให้การปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง กับข้อมูลซึ่งมีปริมาณมากมีความสลับซับซ้อนให้ดำเนินการได้โดยเร็ว หรือการช่วยให้เกิดการติดต่อสื่อสารได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการประหยัดต้นทุนการดำเนินการอย่างมาก
* ช่วยให้การติดต่อสื่อสารเป็นไปอย่างรวดเร็ว การใช้เครือข่ายทางคอมพิวเตอร์ทำให้มีการติดต่อได้ทั่วโลกภายในเวลาที่รวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วยกัน (machine to machine) หรือคนกับคน (human to human) หรือคนกับเครื่องคอมพิวเตอร์ (human to machine) และการติดต่อสื่อสารดังกล่าวจะทำให้ข้อมูลที่เป็นทั้งข้อความ เสียง ภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหวสามารถส่งได้ทันที
* ระบบสารสนเทศช่วยทำให้การประสานงานระหว่างฝ่ายต่างๆ เป็นไปได้ด้วยดีโดยเฉพาะหาระบบสารสนเทศนั้นออกแบบเพื่อเอื้ออำนวยให้หน่วยงาน ทั้งภายในและภายนอกที่อยู่ในระบบของซัพพลายทั้งหมด จะทำให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดสามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ และทำให้การประสานงาน หรือการทำความเข้าใจเป็นไปได้ด้วยดียิ่งขึ้น             
 ประสิทธิผล (Effectiveness)
* ระบบสารสนเทศช่วยในการตัดสินใจ ระบบสารสนเทศที่ออกแบบสำหรับผู้บริหาร เช่น ระบบสารสนเทศที่ช่วยในการสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision support systems) หรือระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหาร (Executive support systems) จะเอื้ออำนวยให้ผู้บริหารมีข้อมูลในการประกอบการตัดสินใจได้ดีขึ้น อันจะส่งผลให้การดำเนินงานสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ไว้ได้
* ระบบสารสนเทศช่วยในการเลือกผลิตสินค้า/ บริการที่เหมาะสมระบบสารสนเทศจะช่วยทำให้องค์การทราบถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับต้นทุน ราคาในตลาดรูปแบบของสินค้า/บริการที่มีอยู่ หรือช่วยทำให้หน่วยงานสามารถเลือกผลิตสินค้า/บริการที่มีความเหมาะสมกับความเชี่ยวชาญ หรือทรัพยากรที่มีอยู่
* ระบบสารสนเทศช่วยปรับปรุงคุณภาพของสินค้า/ บริการให้ดีขึ้นระบบสารสนเทศทำให้การติดต่อระหว่างหน่วยงานและลูกค้า สามารถทำได้โดยถูกต้องและรวดเร็วขึ้น ดังนั้นจึงช่วยให้หน่วยงานสามารถปรับปรุงคุณภาพของสินค้า/ บริการให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้นและรวดเร็วขึ้นด้วย  
* ความได้เปรียบในการแข่งขัน (Competitive Advantage)
* คุณภาพชีวิตการทำงาน (Quality o f Working Life)








แหล่งสารสนเทศ


            แหล่งสารสนเทศ  (Information  Sources)  หมายถึง  สถานที่ที่มีสารสนเทศสะสมอยู่ในรูปแบบที่หลากหลาย  และเปิดโอกาสให้บุคคลสามารถเข้าใช้สารสนเทศเหล่านั้นได้ตามต้องการ แหล่งสารสนเทศแบ่งได้ดังนี้    
                     1.  แหล่งสารสนเทศที่เป็นสถานที่  ได้แก่  อนุสาวรีย์  โบราณสถาน  อุทยานแห่งชาติ  รวมถึงสถานที่จำลองด้วย  เช่น  ปราสาทวัดสระกำแพงใหญ่  จังหวัดศรีสะเกษ  อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง  จังหวัดบุรีรัมย์  ปราสาทหินพิมาย  จังหวัดนครราชสีมา  เมืองโบราณ  จังหวัดสมุทรปราการ  เป็นต้น  แหล่งสารสนเทศเหล่านี้มีประโยชน์ต่อการศึกษาค้นคว้าอย่างยิ่ง  ทั้งยังเป็นแหล่งที่เข้าถึงได้ไม่ยากนัก   
                     2.  แหล่งสารสนเทศที่เป็นบุคคล  ได้แก่  ผู้เชี่ยวชาญ  ผู้รอบรู้ในสาขาต่าง ๆ  ผู้ต้องการสารสนเทศจากผู้เชี่ยวชาญต้องใช้วิธีการสัมภาษณ์หรือสอบถามจากผู้เชี่ยวชาญนั้นโดยตรง  เช่น  ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ  วะสี  ได้รับเลือกเป็นบุคคลดีเด่นของชาติ  สาขาการแพทย์  บานเย็น  รากแก่น  ได้รับยกย่องเป็นราชินีลูกทุ่งหมอลำ  เป็นต้น   
                     3.  แหล่งสารสนเทศที่เป็นเหตุการณ์ หรือสื่อมวลชน  ซึ่งข้อมูลส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะข้อมูลแบบปฐมภูมิ  ได้แก่  กิจกรรมต่าง ๆ  ที่เกิดขึ้น  เช่น  การประชุมการสัมมนาในเรื่องต่าง ๆ  นิทรรศการหรืองานแสดงต่าง ๆ  รวมทั้งเหตุการณ์สำคัญ ๆ  เช่น  การปฎิวัติเมื่อวันที่  19  กันยายน  2549  เป็นต้น  รวมทั้งสาระความรู้ในเรื่องต่าง ๆ  ที่เป็นประโยชน์  โดยวิธีการแพร่กระจายเสียง  ภาพ  และตัวอักษร  ผ่านสื่อประเภทโทรทัศน์  วิทยุ  และหนังสือพิมพ์
                     4.  แหล่งข้อมูลอินเทอร์เน็ต  เป็นแหล่งสารสนเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก  เพราะหน่วยงานต่าง ๆ  รวมทั้งสถาบันวิจัย  มหาวิทยาลัย  สำนักข่าวสาร  และสมาคมวิชาชีพ  ต่างก็จัดทำข้อมูลประชาสัมพันธ์ออกมาเผยแพร่เป็นจำนวนมาก  จึงทำให้อินเทอร์เน็ตประกอบด้วยข้อมูลและสารสนเทศมากมาย
                     5.  แหล่งสารสนเทศที่เป็นสถาบัน   
                          5.1  ห้องสมุด  มีชื่อเรียกแตกต่างกันในภาษาอังกฤษใช้คำว่า  Library  ซึ่งมาจากภาษาละตินว่า  Libraria  แปลว่า  ที่เก็บหนังสือ  มีรากศัพท์มาจากคำว่า  Liber  แปลว่าหนังสือ  ห้องสมุดเป็นแหล่งรวบรวมทรัพยากรสารสนเทศหลายรูปแบบ  ห้องสมุดแต่ละแห่งมีวัตถุประสงค์ที่คล้ายคลึงกัน  แต่จะมีความแตกต่างกันตามประเภทของห้องสมุดโดยมีบรรณารักษ์เป็นผู้บริหารงาน  (สุวรรณ  อภัยวงศ์  และคนอื่น ๆ.  2552 : 11-12)
                    5.1.1  วัตถุประสงค์หลักห้องสมุดโดยทั่วไปมี  5  ประการดังนี้
                                                1)  เพื่อการศึกษา  (Education)
                                                2)  เพื่อข่าวสารความรู้  (Information)
                                                3)  เพื่อการค้นคว้าวิจัย  (Research)
                                                4)  เพื่อความจรรโลงใจ  (Inspiration)
                                                5)  เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ  (Recreation)
                 5.1.2  ประเภทของห้องสมุด ซึ่งห้องสมุดนั้นสามารถจำแนกได้  5  ประเภท  ดังนี้
                                   1)  ห้องสมุดโรงเรียน  (School  Library)  เป็นห้องสมุดที่ตั้งอยู่ในโรงเรียนระดับประถมศึกษา  และมัธยมศึกษา  ซึ่งทำหน้าที่ส่งเสริมการเรียนการสอน  สร้างเสริมนิสัยรักการอ่าน และการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองให้กับนักเรียน  เพื่อเป็นพื้นฐานในการใช้ห้องสมุดอื่น ๆ
                                   2)  ห้องสมุดวิทยาลัยและมหาวิทยาลัย  (College and University Library)  เป็นห้องสมุดระดับอุดมศึกษา  ห้องสมุดวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยเป็นแหล่งรวบรวมความรู้ต่าง ๆ  ที่เปิดสอนตามหลักสูตร  งานวิจัย  โดยให้บริการสารสนเทศให้แก่นิสิต  นักศึกษา  อาจารย์  บุคลากรของสถาบัน  และรวมถึงให้บริการทางวิชาการแก่ชุมชนอีกด้วย
                                  3)  ห้องสมุดเฉพาะ  (Special  Library)  เป็นห้องสมุดที่จัดตั้งโดยหน่วยงานราชการ  บริษัท  สมาคม  ธนาคาร  ที่รวบรวมสารสนเทศเฉพาะในสาขาใดสาขาหนึ่ง  และให้บริการเฉพาะบุคลากรในหน่วยงานของตนเอง  หรือบุคคลผู้สนใจเฉพาะเรื่องนั้น ๆ  เช่น  ห้องสมุดธนาคารแห่งประเทศไทย  เป็นต้น
                                  4)  ห้องสมุดประชาชน  (Public  Library)  เป็นห้องสมุดของท้องถิ่นหรือชุมชน  โดยให้บริการกับบุคคลทั่วไปโดยไม่จำกัดเพศ  เชื้อชาติ  วัย  และศาสนา  และมุ่งเน้นให้ผู้ใช้บริการใฝ่หาความรู้ด้วยตนเอง  ปลูกฝังให้มีนิสัยรักการอ่านและใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์  ซึ่งเนื้อหาทรัพยากรที่มีให้บริการในห้องสมุดประชาชนนั้นจะมีครบทุกสาขาวิชา
                                  5)  หอสมุดแห่งชาติ  (National  Library)  ก่อตั้งเมื่อ  พ.ศ.  2488  ตั้งอยู่ที่ท่าวาสุกรี  เขตดุสิต  กรุงเทพฯ  ถือได้ว่าเป็นแหล่งรวบรวมทรัพยากรสารสนเทศของชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ  และมีสาขาตามต่างจังหวัด เช่น  เชียงใหม่  จันทบุรี  ลาดกระบัง  สิงห์บุรี  สุพรรณบุรี  บุรีรัมย์  ชลบุรี  นครศรีธรรมราช  ตรัง  นครพนม  ภูเก็ต  ลำพูน  กาญจนบุรี  นครราชสีมา  สงขลา  เป็นต้น  ให้บริการการศึกษาค้นคว้าภายในไม่อนุญาตให้ยืมวัสดุออกนอกหอสมุด
                          5.2  ศูนย์สารสนเทศ  (Information  Center)  หมายถึง  แหล่งที่รวบรวมและจัดเก็บสารสนเทศเฉพาะสาขาวิชา  มีลักษณะคล้ายกับห้องสมุดเฉพาะ  แต่จะมีประสิทธิภาพในการบริการครบถ้วนกว่า  เช่น  มีบริการแปล  บริการยืมระหว่างห้องสมุด  และแลกเปลี่ยนสารสนเทศทั้งภายในและระหว่างประเทศ  เป็นต้น 
                          5.3  ศูนย์ข้อมูล  (Data  Center)  เป็นแหล่งรวบรวมและเผยแพร่ข้อมูล  ซึ่งอยู่ในลักษณะตัวเลข  หรือข้อมูลดิบในเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ  ซึ่งเป็นหน้าที่ของหน่วยงานนั้นโดยตรงในการที่จะเผยแพร่และให้บริการ
                          5.4  ศูนย์วิเคราะห์สารสนเทศ  (Information  Analysis  Center)  มีหน้าที่เลือกสรร ประเมิน  จัดเก็บและนำเสนอข้อสารสนเทศเฉพาะวิชา  ซึ่งไม่มีการตีพิมพ์ในที่ใดแต่จะมีประโยชน์ต่อกลุ่มบุคคลและนักวิชาการ
                          5.5  ศูนย์แจกจ่ายสารสนเทศ  (Clearing  House)  เป็นหน่วยงานที่รวบรวม  จัดเก็บ  และให้บริการด้านอ้างอิง  โดยให้บริการในลักษณะของบรรณานุกรม  หรือดรรชนี  เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าถึงเอกสารได้อย่างรวดเร็ว
                          5.6  ศูนย์แนะนำแหล่งสารสนเทศ  (Referral  Center)  หมายถึง  หน่วยงานที่ให้บริการตอบคำถามแก่ผู้ใช้  โดยการแนะนำไปยังแหล่งสารสนเทศต่าง ๆ  โดยศูนย์แนะนำแหล่งสารสนเทศนี้จะมีบรรณานุกรมหรือรายชื่อแหล่งสารสนเทศต่างๆ  ที่จัดทำขึ้นและจะมีการปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอ


ประเภทของสารสนเทศ

ประเภทของสารสนเทศ
          การจำแนกประเภทสารสนเทศที่สถาบันบริการสารสนเทศจัดหาเข้าไว้ในสถาบันและจัดเก็บเพื่อให้บริการมีวิธีจำแนกได้หลายแบบที่เป็นที่นิยม  คือ  การจำแนกประเภท ตามแหล่งสารสนเทศและตามประเภทของสื่อบันทึกสารสนเทศ  (มาลี  ล้ำสกุล.  2551 : 8-10)
     1.  สารสนเทศจำแนกตามแหล่งสารสนเทศ  หมายถึง  การจำแนกสารสนเทศตามการรวบรวมหรือจัดทำสารสนเทศ ซึ่งจำแนกได้ดังนี้
          1.1  สารสนเทศจากแหล่งปฐมภูมิ  (Primary Source)  หมายถึง  สารสนเทศที่ได้จากต้นแหล่งโดยตรง เป็นสารสนเทศทางวิชาการที่เกี่ยวกับความริเริ่ม  ซึ่งผลิตออกมาในลักษณะการเผยแพร่ผลการศึกษา ค้นคว้า วิจัย การค้นพบทฤษฎีใหม่ให้นักศึกษา นักวิชาการ และนักวิจัยในวิชาชีพร่วมสาขาได้ศึกษา  วิพากษ์วิจารณ์  และอาจใช้เป็นแนวทางเพื่อการศึกษาค้นคว้าและ ทำวิจัยต่อไป
          สารสนเทศจากแหล่งปฐมภูมิ ซึ่งเผยแพร่ในลักษณะของสิ่งพิมพ์  ได้แก่  วารสาร รายงานการวิจัย  รายงานการประชุมและสัมมนาทางวิชาการ สิทธิบัตร เอกสารมาตรฐานต่าง ๆ ต้นฉบับตัวเขียน จดหมายเหตุและวิทยานิพนธ์  และที่เผยแพร่ทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์  เช่น  วารสารอิเล็กทรอนิกส์  เป็นต้น
          1.2  สารสนเทศจากแหล่งทุติยภูมิ  (Secondary  Source)  เป็นสารสนเทศที่รวบรวมและเรียบเรียงขึ้นใหม่จากสารสนเทศที่มีการเผยแพร่แล้ว  หรือหมายถึง  จากสารสนเทศปฐมภูมิ ลักษณะการรวบรวมและเรียบเรียง อาจจัดทำโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง  เช่น  รวบรวม  สรุป  ย่อเรื่อง จัดหมวดหมู่  ทำดรรชนีและสาระสังเขป  ทั้งนี้มีลักษณะการเรียบเรียงเพื่อให้ใช้ข้อมูลได้สะดวก รวดเร็ว เข้าใจได้ง่ายขึ้น  ได้แก่  สื่ออ้างอิงประเภทต่าง ๆ  วารสารที่มีการสรุปย่อและตีความ รวมทั้งหนังสือตำราที่จัดทำโดยรวบรวมเนื้อหาวิชาการสาขาต่าง ๆ  เพื่อการเรียนการสอน
          1.3  สารสนเทศจากแหล่งตติยภูมิ  (Tertiary  Source)  เป็นสารสนเทศที่จัดทำในลักษณะรวบรวมขึ้น  เพื่อใช้ค้นหาสารสนเทศปฐมภูมิและทุติยภูมิ  สารสนเทศจากแหล่งตติยภูมิไม่ให้เนื้อหาสาระเกี่ยวกับความรู้สาขาวิชาการต่าง ๆ  โดยตรง  แต่สามารถใช้ประโยชน์ในการค้นหาสารสนเทศที่ให้ความรู้เฉพาะสาขาวิชาได้  สารสนเทศประเภทนี้  ได้แก่  บรรณานุกรม  นามานุกรม  หนังสือแนะนำวรรณกรรมเฉพาะสาขาวิชา  และบรรณนิทัศน์  
          สารสนเทศประเภทแหล่งตติยภูมิ  มีลักษณะการจัดทำที่คล้ายกับสารสนเทศทุติยภูมิ  ดังนั้น ในตำราบางเล่มจึงจัดสารสนเทศตติยภูมิรวมไว้เป็นประเภททุติยภูมิ และสารสนเทศทั้งสองแบบนี้  ปัจจุบันมีการจัดทำบันทึกข้อมูลไว้ในสื่อคอมพิวเตอร์ออกเผยแพร่อย่างแพร่หลาย  โดยเฉพาะสารานุกรม  พจนานุกรม  นามานุกรม  บรรณานุกรม  ดรรชนีวารสารและสาระสังเขป  ซึ่งจัดเก็บข้อมูลไว้ในซีดี-รอมและฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ให้บริการทางออนไลน์  
                          แผนภูมิที่  1.2  ประเภทของสารสนเทศ
            2.  สารสนเทศจำแนกตามสื่อที่จัดเก็บ   การจำแนกสารสนเทศตามสื่อที่จัดเก็บ หรือ สื่อที่ใช้บันทึกความรู้เป็นการจำแนกตามพัฒนาการของวัตถุที่มนุษย์คิดประดิษฐ์ขึ้น เพื่อใช้เขียนหรือบันทึกความรู้ ได้แก่
           2.1  กระดาษ  เป็นสื่อบันทึกข้อมูลสารสนเทศที่ใช้ได้ง่าย  และมนุษย์ได้ใช้บันทึกความรู้ ประสบการณ์ จนกระทั่งเป็นความคุ้นเคยของมนุษย์ในการขีดเขียน การพิมพ์เรื่องราวต่าง ๆ ความรู้เพื่อเผยแพร่ในสังคม สิ่งพิมพ์ในลักษณะกระดาษได้แก่  วารสาร  หนังสือ  เอกสารต่าง ๆ แบบฟอร์มที่ใช้กันในสำนักงาน
          2.2  วัสดุย่อส่วน  หรือไมโครฟอร์ม  (Microform)  คือ  สื่อบันทึกสารสนเทศ ที่เป็นแผ่นฟิล์มถ่ายรูป  เอกสารย่อส่วนในขนาดต่าง ๆ  ลงบนฟิล์ม  ประเภทฟิล์มม้วนเรียกว่า ไมโครฟิล์ม  (Microfilm)  และฟิล์มแผ่นเรียกว่า  ไมโครฟิช  (Microfiche)  การถ่ายรูปเนื้อหาเอกสารบนฟิล์มจะเรียงตามลำดับเนื้อหาตามต้นฉบับ  วัสดุย่อส่วนใช้จัดเก็บสำเนาต้นฉบับ ทั้งที่เป็นวารสาร  เอกสารจดหมายเหตุ  เอกสารสำคัญ  วิทยานิพนธ์  เป็นต้น
          2.3  สื่อแม่เหล็ก  เป็นวัสดุสารสังเคราะห์ที่เคลือบด้วยสารแม่เหล็ก สามารถใช้บันทึกและแก้ไขปรับปรุงข้อมูลได้อย่างสะดวก  การใช้สื่อแม่เหล็กเป็นที่นิยมใช้อย่างกว้างขวางและจัดเก็บข้อมูล  ทั้งที่เป็นอะนาล็อก  (Analog) และดิจิทัล  (Digital) สื่อแม่เหล็กที่จัดเก็บข้อมูล อะนาล็อก  เช่น  วีดิทัศน์   และเทปบันทึกเสียง  ซึ่งจัดเก็บข้อมูลทั้งภาพและเสียง  สื่อแม่เหล็กที่จัดเก็บข้อมูลดิจิทัล  เช่น  เทปแม่เหล็ก  ฮาร์ดดิสก์  (Harddisk)  และดิสเก็ต  (Diskette) ในปัจจุบันสื่อเหล่านี้ได้รับการพัฒนาให้บรรจุข้อมูลได้ปริมาณมากและปรับแก้ไขข้อมูลได้สะดวก
           2.4  สื่อแสงหรือออปติก  (Optical  Media)  เป็นสื่อที่บันทึกข้อมูล  และอ่านข้อมูลโดยใช้แสงเลเซอร์  ข้อมูลที่บันทึกลงสื่อแสงเป็นข้อมูลดิจิทัล  สื่อแสงแบ่งประเภทเป็นสื่อที่อ่านได้เพียงอย่างเดียว  เช่น  ซีดี-รอม (Computer Disk-Read Only Memory) และดีวีดี  (Digital Versatile  Disk  =  DVD)  มีความจุมากกว่านิยมใช้บันทึกภาพยนตร์

การใช้สารสนเทศ
                   เพื่อให้ได้สารสนเทศที่ต้องการ  จึงจำเป็นต้องรู้บางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับสารสนเทศนั้น  สิ่งที่ควรรู้  ได้แก่  (สุวรรณ  อภัยวงศ์  และคนอื่น ๆ.  2552 : 7)
                     1.  แหล่งที่อยู่ของสารสนเทศ  การที่เราต้องการรู้สารสนเทศอย่างหนึ่ง  เราควรรู้ว่าสารสนเทศนั้นมีอยู่ที่ใด  หรือน่าจะมีอยู่ที่ใด  เช่น  ถ้าอยากรู้เรื่องของการเกษตรที่ยั่งยืนแหล่งของสารสนเทศในกรณีนี้  ได้แก่  เว็บไซต์  หนังสือพิมพ์  ข่าวทางโทรทัศน์  วิทยุ  และแหล่งสารสนเทศบุคคล  เป็นต้น
                     2.  วิธีเข้าถึงแหล่งสารสนเทศ  แหล่งสารสนเทศแต่ละแห่งย่อมมีข้อจำกัดในการเปิดโอกาสให้บุคคลเข้าไปใช้  เช่น  กำหนดประเภทและขอบเขตของผู้ใช้  มีกำหนดวันเวลาบริการ  เป็นต้น  เราจึงควรรู้รายละเอียดเหล่านี้ก่อน  เพื่อป้องกันอุปสรรคและความไม่สะดวกที่จะเกิดขึ้น  ตลอดจนขอบข่ายเนื้อหาสาระของสารสนเทศนั้นคือต้องรู้ว่าสารสนเทศที่มีอยู่นั้นมีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร ให้รายละเอียดในลักษณะใด เช่น ค้นได้เฉพาะบทคัดย่อ (Abstract) หรือฉบับเต็ม (Full Text)
                     3.  วิธีค้นหาและ/หรือค้นคืน  (Retrieval)  ผู้ใช้จะต้องรู้วิธีการจัดเก็บสารสนเทศของแหล่งสารสนเทศที่จะเข้าใช้  เช่น  รู้วิธีใช้  OPAC  รู้วิธีค้นจากอินเทอร์เน็ต  รู้วิธีการเรียง เลขเรียกหนังสือ  รู้วิธีการใช้ดรรชนี  รู้วิธีค้นหาเรื่องราวจากหนังสือ  วารสาร  ฐานข้อมูล  เป็นต้น  (รายละเอียดในบทที่  5)

หลักการคัดเลือกสารสนเทศ
                     การคัดเลือกพิจารณาข้อมูลมีหลักการดังนี้  (วาณี  ฐาปนวงศ์ศานติ.  2534 : 11)
                     1.  พิจารณาข้อมูลเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อที่ต้องการใช้
                     2.  พิจารณาข้อมูลปฐมภูมิก่อน  ถ้าข้อมูลไม่เพียงพอจึงใช้ข้อมูลทุติยภูมิ
                     3.  ถ้าเป็นข้อเท็จจริง  ต้องเป็นข้อมูลที่เป็นปัจจุบันมากที่สุด  เช่น  ข้อมูลทางสถิติตัวเลข
                     4.  เป็นแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้  พิจารณาจากส่วนประกอบของข้อมูล  หลักฐาน  การอ้างอิงและการใช้ภาษา
                     5.  ควรพิจารณาใช้ข้อมูลที่เปิดเผยได้ สามารถนำมาใช้ได้อย่างสะดวก โดยไม่มีข้อจำกัด
                     6.  ถ้ามีข้อมูลที่ใกล้เคียงกันให้เปรียบเทียบพิจารณาถึงความแตกต่าง  เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อเรื่องที่จัดทำ
                     7.  ใช้วิจารณญาณเลือกข้อมูลที่ไม่มีการลำเอียง  ด้วยเหตุผลทางการเมืองหรือขนบประเพณี  การคัดเลือกข้อมูลเป็นการเข้าถึงข้อมูลสารสนเทศเบื้องต้นด้วยกระบวนการวิเคราะห์และตัดสินใจ  ใช้ข้อมูลที่มีคุณภาพโดยวิเคราะห์ลักษณะและประโยชน์จากส่วนประกอบของข้อมูลสารสนเทศแต่ละประเภท  ความน่าเชื่อถือ  นอกจากนั้นยังมีการพิจารณาสารสนเทศที่มีดังแผนภูมิที่  1.3